ศีล 5
ความสุขเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา
และจำเป็นอย่างยิ่ง ต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆ
คน เพราะหากกายและใจ
ไม่มีความสุขแล้ว ไม่ว่าจะทำถารกิจการงานใด
ก็ยากจะประสบความสำเร็จได้ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะแสวงหา ความสุขที่แท้จริงให้ตัวเอง
ในเมื่อร่างกายยังต้องชำระล้างให้
สะอาดทุกัน จิตใจก็จำเป็นต้องมีการชำระให้สะอาด
และบริสุทธิ์ผ่องใสทุกวันเช่นกัน
ใจที่ผ่องใสย่อมนำความสุขมาให้ และ ยังเป็นทางมาแห่งมหากุศล
เป็นเครื่องนำพาสัตวโลกไปสู่สุคติภูมิ
และนำทุกชีวิตไปสู่เป้าหมายอันสูงสุด
คืออายตนนิพพาน
ดังนั้น
เราต้องหนั่นเจริญสมาธิภาวนา หมั่นฝึกฝนอบรมใจของเราให้หยุดนิ่ง
ให้บริสุทธิ์ผ่องใส
เพื่อจะได้เข้าถึงความสุขที่แท้จริงและเข้าถึงเป้าหมายอันสูงสุดของชีวิตกันทุกคน
มีวาระพระบาลีใน
อิฏฐสูตร ความว่า
“ดูก่อนคฤหบดี
ธรรม ๕ ประการที่น่าปรารถนาน่าใคร่ น่าพอใจ
หาได้โดยยากในโลก
๕ ประการเป็นไฉน คือ อายุ วรรณะ สุข ยศ และสวรรค์
ดูก่อนคฤหบดี ธรรม ๕ ประการนี้แล น่าใคร่ น่าพอใจ หาได้โดยยากในโลก
เรามิได้กล่าวว่าจะพึงได้
เพราะเหตุแห่งความอ้อมวอน
หรือเพราะ
เหตุแห่งความปรารถนา
ถ้าธรรม ๕ ประการนี้ น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจหาได้ยากในโลก จักได้เพราะเหตุแห่งความอ้อมวอน
หรือเพราะเหตุแห่งความปรารถนาแล้วไซร้ ในโลกนี้
ใครจะพึงเสื่อมจากอะไร”
ความสำเร็จสมปรารถนาในชีวิต ไม่ได้เกิดจากการสวดอ้อนวอน แต่ต้องประกอบเหตุคือการสั่งสมบุญ แล้วตั้งความปรารถนา
อภิษฐานจิต
การอธิษฐานจิตเป็นการวางผังความสำเร็จให้กับชีวิต หากปรารถนาให้แรงอธิษฐานเกิดผลโดยพลันต้องหมั้นสั่งสมบุญไว้มากๆ
บุญที่เราสั่งสมจะกลายเป็นดวงบุญดวงบารมีที่สุกใสสว่างมีอานุภาพ คอยส่งฤทธิ์ส่งเดชให้เราสมปรารถนาในทุกสิ่ง
การอธิษฐานที่ถูกวิธี ไม่ใช่ไปอธิฐานกับภูเขา ต้นไม้เจ้าทรง ผีทรง ผีสิง
หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ
การทำเช่นนั้นเป็นการอ้อนวอนที่ไม่เกิดผลดีกับตัวเรา มีแต่จะทำให้กลายเป็นคนเลื่อนลอย หวังพึ่งแต่สิ่งภายนอกเท่านั้น
หากเราระลึกถึง บุญกุศล
และความบริสุทธิ์ที่เราได้สั่งสมมานับภพนับชาติไม่ถ้วนรวมทั้งอานุภาพของพระรัตนตรัยที่ไม่มีประมาณ นึกถึงสิ่งประเสริฐเหล่านี้ แล้วอธิษฐานจิต ตั้งความปรารถนาในสิ่งที่ดีงาม ในที่สุดเราจะสมปรารถนาข้ามพ้นอุปสรรคทุกอย่าง และประสบความสำเร็จอย่างเป็นอัศจรรย์ ดังเช่นพระบรมศาสดาครั้งที่ยังเป็นสุเมธดาบส
ซึ่งเมื่อได้รับพุทธพยากรณ์
จากสมเด็จพระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว
ท่านนึกถึงอธิษฐานบารมีทันทีว่า
“ภูเขาหินศิลาแท่งทึบตั้งมั่นไม่หวั่นไหวไม่สะเทือนด้วยลมและแดดย่อยตั้งอยู่ในที่เดิน
ฉันใด ท่านต้องไม่หวั่นไหวในความตั้งใจจริงตลอดกาลทุกเมื่อ ฉันนั้น”
การอธิษฐานเป็นการตั้งความปรารถนาที่เกิดจากฉันทะด้วยจิตที่บริสุทธิ์ โดยการอ้างถึงความดีที่ได้ทำมาแล้ว เพื่อเป็นเหตุหนุนนำให้เกิดความสำเร็จ
เป็นการอ้างสิ่งที่มีอยู่จริงมาช่วยตนให้สำเร็จ เปรียบง่ายๆ คือ การอ้อนวอน
เสมือนขอให้คนอื่นช่วย ซึ่งอาจช่วยได้บ้างหรือไม่ได้บ้างตามแต่อารมณ์และความสามารถของคนที่จะช่วยเรา แต่การอธิษฐานเป็นการทำด้วยตนเอง พึ่งตนเองให้เป็นไปตามที่เราต้องการ
การอ้อนวอน คือ
การอยากได้โดยไม่ประกอบเหตุและไม่ประกอบความเพียรในทางที่ชอบที่ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากความอยากมีมากๆ ก็จะกลายเป็นความโลภซึ่งมีกิเลส คือ ตัณหาเป็นเครื่องหนุน สำหรับบุคคลที่มีคุณงามความดี เขาย่อมไม่กลัวหรือกังวลต่อภัยใดๆ เพราะมั่นใจในผลแห่งความดีที่ได้ทำมา หากมีเหตุร้ายเกิดขึ้น
บุญหรือคุณความดีที่ทำมา
ย่อมช่วยให้เขาพ้นจากภัยต่างๆ ได้ หรือถ้าเป็นภัยร้ายแรงถึงชีวิต
เขาย่อมไม่กลัว และไม่สะท้านต่อมรณภัยเพราะคุณความดีเปรียบเสมือนนาวาธรรมย่อมนำเขาไปสู่สุคติอย่างแน่นอน
ดังเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีต
*สมัยหนึ่ง
ผู้คนเป็นจำนวนมากต่างค้าขายทางทะเลโดยเรือลำใหญ่ ครั้งหนึ่ง ขณะที่เรือออกทะเลไปได้ ๗ วัน
เกิดพายุใหญ่ซัคคลื่นใส่เรือ
ทำให้เรืออับปาง ทุกคนในเรือต่างๆ
นานา ขณะนั้นนั่นเอง บุรุษคนหนึ่งคิดได้ว่า
เรามาประสบภัยร้ายแรงเช่านี้ไม่มีสิ่งใดช่วยเราได้แน่ นอกจากความดีที่ทำมาเขาจึง
รีบนึกถึงความดี อีกทั้งนึกถึงสรณะและศีลอันบริสุทธิ์ที่ตนรักษามา
ไม่หวาดกลัวต่อพญามัจจุราชอีกต่อไป ด้วยรู้ว่าความดีของตนเท่านั้น ที่จะเป็นที่พึ่งแก่ตนและจะพาไปสู่สุคติได้จึงนั่งขันสมาธิประดุจพระฤาษี
มหาชนเห็นอาการของบุรุษนั้นต่างถามว่า “ทำไมไม่กลัว” ท่านตอบว่า “ท่านผู้เจริญทั้งหลาย
เราไม่กลัวภัยนี้ เพราะใน วันที่ขึ้นเรือ เราได้ถวายทานแด่หมู่ภิกษุสงฆ์ อีกทั้งได้รับสรณะและศีล เราจึงไม่กลัวตาย” มหาชนจึงถามว่า “ข้าแต่นาย
ก็สรณะและศีลสมควรแก่พวกข้าพเจ้าหรือไม่” ท่านตอบว่า
“สมควรอย่างยิ่ง
ธรรมเหล่านี้ย่อมสมควรแก่พวกท่าน” มหาชนจึงขอสรณะและศีลกับมหาบุรุษนั้น
เนื่องจากมีคนบนเรือเป็นจำนวนมาก มหาบุรุษจึงแบ่งคนเป็นกลุ่มๆ ละร้อยคน รวม ๗ กลุ่ม ต่อจากนั้นก็ให้สมาทานศีล ๕ มหาชนกลุ่มแรกได้
ยืนรับสรณะและศีลขณะน้ำท่วมถึงข้อเท้ากลุ่มที่ ๒ ยืนอยู่ในน้ำที่ท่วมถึงสะดือ
กลุ่มที่ ๕ ยืนอยู่ในน้ำในระดับหน้าอก กลุ่มที่ ๖ ยืมอยู่ในน้ำที่ท่วมถึงคอ และกลุ่มที่ ๗
เป็นกลุ่มสุดท้ายที่ได้ศีลในขณะที่น้ำกำลังไหลเข้าปากเมื่อมหาบุรุษให้ทุกคนรับศีล ๕ แล้ว
ก็ประกาศว่า “สิ่งอื่นที่จะเป็นที่พึ่งของพวกเราไม่มี ขอพวกเราทั้งจะเป็นที่พึ่งของพวกเราไม่มี ขอพวกเราทั้งหลายจงรักษาศีลให้บริบูรณ์เถิด”
เมื่อคนเหล่านั้นโลก
ก็ได้ไปบังเกิดในภพดาวดึงส์เพราะอาศัยศีลที่ตนรับไว้ก่อนตาย วิมานของเทวดาเหล่านั้นบังเกิดขึ้นเป็นหมู่เป็นคณะเดียวกัน มีวิมานทองของมหาบุรุษผู้เป็นอาจารย์มีประมาณร้อยโยชน์อยู่ในท่านกลางวิมานทั้งหมดเทพที่เหลือเป็นบริวารของเทพบัณฑิตอาจารย์นั้น ผู้คนทั้งหมดรอดจากอบายภูมิ ก็ด้วยอานุภาพแห่งบุญที่เกิดจากการสมาทานศีลนั่น คือ
เกิดจากอำนาจบุญ
ไม่ได้เกิดจากดารอ้อนวอนแต่อย่างใด
พระพุทธศาสนาไม่ได้สอนให้อ้อนวอน แต่สอนให้พึ่งตนเอง โดยนึกถึงคุณความดีที่ตนทำไว้ดีแล้วและตั้งจิตอธิษฐานประพฤติมั่นในทางแห่งความดีนั้น ทั้งนี้ต้องประกอบเหตุ คือ
มีบุญกุศลเป็นต้นทุนก่อน
พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนให้พุทธบริษัทระลึกว่า ผู้มีศรัทธา
พึงอ้อมวอนโดยชอบอย่างนี้ว่า
ขอเราจงเป็นเช่นพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเถิด เพราะท่านเสมือนเป็นตราชู
เป็นมาตรฐานของภิกษุณีเขมาและอุบลวรรณาเถรีและถ้าเป็นอุบาสกก็ขอให้เป็นเช่นจิตตคฤหบดี หรือ อุบาสิกาก็
ขอให้เป็นเช่นอุบาสิกาขุตชุตตรา เป็นต้น
พวกเราเป็นนักสร้างบารมี ควรจะทำอย่างบัณฑิตผู้รู้ทั้งหลาย
ที่ท่านได้ทำไว้เป็นแบบอย่าง ยามประสบทุกข์ภัยในชีวิตก็ให้นึกถึงความดีที่เราได้ทำไว้ดีแล้ว
ทุกครั้งที่มีโอกาศทำความดีก็ให้อธิษฐานจิตกำกับเสมอ อธิษฐานบารมีของเราจะได้เต็มเปี่ยมบริบูรณ์ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา
เราได้ทำความดีสร้างสิ่งที่ดีงามมากมายให้เกิดขึ้นแก่โลก เราได้ทำความดี
สร้างสิ่งที่ดีงามมากมายให้เกิดขึ้นแก่โลก
เราควรหมั่นระลึกถึงความดีเหล่านั้น
บุญกุศลจะได้เกิดขึ้นกับเราตลอดเวลา
เมื่อใจ เป็นบุญกุศล
นึกคิดปรารถนาสิ่งใดก็จะสมปรารถนา ฉะนั้นให้ตั้งใจทำความดีให้เต็มที่ แล้วเราจะสมปรารถนากันทุกๆ คน
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น